มติชน | มติชนสุดสัปดาห์ | ข่าวสด | ประชาชาติธุรกิจ | ศิลปวัฒนธรรม | เทคโนโลยีชาวบ้าน | เส้นทางเศรษฐี | สำนักพิมพ์ | พิมพ์สี | งานดี | ข้อมูลบริษัท | มติชนอคาเดมี | khaosod-english |
   [Home] หน้าแรก-ข่าวสด
จำนวนคนอ่านล่าสุด 61 คน
วันที่ 07 ธันวาคม พ.ศ. 2560 ปีที่ 27 ฉบับที่ 9871 ข่าวสดรายวัน


ศาลส่งอีก2กกต. ครบ7เสือ ฟันหมวดเจี๊ยบ


คสช.แจ้งจับเอง พรบ.คอมพ์-116 ป้อมรอแจงปปช. ยืนกรานปมร้อน ไม่ปลดล็อกปีใหม่





ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาโหวตได้ครบ 2 ชื่อ "ฉัตรไชย จันทร์พลายศรี-ปกรณ์มหรรณพ" เป็นตัวแทนศาลสถิตยุติธรรมร่วมเป็น 7 เสือกกต.ชุดใหม่ สดศรี สัตยธรรม บ่นเสียดายไม่มีตัวแทนจากกลุ่มเอ็นจีโอ ระบุ ฐากร ตัณฑสิทธิ์ เหมาะนั่งเป็นฝ่ายประชา สัมพันธ์ ส่วนประชา เตรัตน์ น่าจะทำงานร่วมกับมหาดไทยได้ดีในการเลือกตั้งท้องถิ่น ขณะที่เพื่อไทยจี้ลาออกจากทีมกุนซือมท.1 สำนักงานกกต.เตรียมทุ่มเงิน 18 ล้านเนรมิตห้องทำงาน-ห้องประชุมรองรับ พร้อมเล็งซื้อเบนซ์ประจำตำแหน่งใหม่ทั้ง 7 คัน "บิ๊กป้อม"ไม่ตอบสื่อปมแหวนเพชรเม็ดโต-นาฬิกาหรูซุป"ตาร์ราคานับล้าน แต่พร้อมชี้แจง กับป.ป.ช.เต็มที่ ยืนยันไม่เคยทุจริต



"ป๊อก"ปัดปลดล็อกช่วงปีใหม่

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 6 ธ.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ระบุจะหารือเรื่องการปลดล็อกกับนายกฯ และอาจจะเป็นของขวัญปีใหม่ว่า ยังไม่มีการพูดคุยกัน ส่วนจะเป็นของขวัญปีใหม่ให้พรรคการเมืองหรือไม่นั้น พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ไม่รู้ ผู้สื่อข่าวถามว่ายังมีปัจจัยอะไรที่น่าเป็นห่วง หรือเป็นเงื่อนไขทำให้ยังไม่มีการหารือในเรื่องดังกล่าว พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ก็ยังไม่เห็นมีความพร้อมอะไรเลย

เมื่อถามว่าส่วนหนึ่งเพราะมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มที่เจ้าหน้าที่ออกหมายจับ หลังจากจับกุมอาวุธสงครามที่อ.บางน้ำเปรี้ยว จ.ฉะเชิงเทรา หรือไม่ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า เรื่องนี้ขอให้สื่อไปพิจารณาเอง เมื่อถามว่าสาเหตุที่ยังไม่ปลดล็อก เพราะมีความเชื่อมโยงว่าจะมีการก่อเหตุด้วยใช่หรือไม่ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ต้องไปดูว่าเจ้าหน้าที่ออกหมายจับกี่คน ส่วนข้อมูลต่างๆ เรื่องอาวุธมีอยู่ตั้งแต่ปี 2557 หรือเพิ่งเอาไปทิ้งใหม่ และความเคลื่อนไหวต่างๆ เกี่ยวโยงอย่างไร ตนขอไม่ตอบเพราะยังไม่รู้ วันนี้ตนไม่ค่อยรู้อะไร



โต้จับอาวุธ-จัดฉากเตรียมไว้

เมื่อถามว่าเรื่องอาวุธที่เจอ มีการวิจารณ์ว่าเป็นการจัดฉากทิ้งไว้เพื่อให้เชื่อมโยงกับการเมือง พล.อ.ประวิตรย้อนถามว่า ใครจัดฉาก เจ้าหน้าที่จะไปจัดฉากทำไม ยืนยันว่าไม่มีการจัดฉาก เจ้าหน้าที่ทำทุกอย่างตรงไปตรงมาทุกเรื่อง มีแต่ผู้สื่อข่าวเท่านั้นที่บอกว่าจัดฉาก

เมื่อถามว่าการปลดล็อกช้าจะส่งผลกระทบต่อนักการเมืองหน้าใหม่หรือไม่ รองนายกฯ กล่าวว่า หากปลดล็อกช้า เดี๋ยวรัฐบาลจัดการให้ดำเนินการไปตามกฎหมายต่อไป ยืนยันว่านักการเมืองหน้าใหม่จะไม่เสียโอกาสแน่นอน ทุกคนได้รับความเท่าเทียมกันหมด เมื่อถามว่าจะมีคำสั่งพิเศษให้มาช่วยขยายเวลาหรือไม่ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ยังไม่รู้

เมื่อถามว่าในฐานะดูแลงานด้านความมั่นคง ยังมีสถานการณ์อะไรที่ทำให้ไม่สามารถปลดล็อกได้ รองนายกฯ กล่าวว่า สื่อก็ดูเองได้เพราะมีข้อมูลอยู่ เมื่อถามว่ายังยืนยันได้หรือไม่ว่าในปี 2561 จะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นจริง พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า "ผมไม่รู้ แต่ยืนยันว่าทุกอย่างทำตามโรดแม็ปที่วางไว้"

เมื่อถามว่าในเมื่อไม่สามารถเดินตาม ขั้นตอนของกฎหมายได้ อาจต้องขยายเวลาของโรดแม็ปออกไปหรือไม่ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ไม่รู้ ต้องดูต่อไป แต่ยืนยันว่าตนทำตามโรดแม็ป



ไม่ตอบเรื่องนาฬิกา-รอแจงปปช.

เมื่อถามถึงการสวมใส่นาฬิกาหรูและไม่ได้แจ้งต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า "ไม่ต้องชี้แจง ผมพูดไปแล้ว เดี๋ยวผมจะชี้แจงให้ป.ป.ช. ไม่เป็นไร ผมไม่ต้องตอบสื่อมวลชน ป.ป.ช.ถามมาก็ตอบไป"

เมื่อถามว่าแสดงว่ามีหลักฐานพร้อมใช่หรือไม่ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ใช่ๆ เมื่อถามว่านาฬิกาที่ใส่ใช่ยี่ห้อริชาร์ด มิลล์ อย่างที่วิจารณ์กันหรือไม่ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ไม่รู้ ขอให้ถามเรื่องอื่น

เมื่อถามว่าเสียกำลังใจและท้อหรือไม่ เพราะตกเป็นเป้าไปหมด พล.อ.ประวิตรปฏิเสธว่า ไม่ ไม่ท้อ ว่าไปเลย เมื่อถามย้ำว่านาฬิกาดังกล่าวได้มาหลังจากเข้ารับตำแหน่งใช่หรือไม่ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ไม่รู้ ตนไม่ตอบ ขอตอบทางป.ป.ช.เขาเลย ตนไม่รู้จะตอบสื่อไปทำไม ตอบไป พวกสื่อก็เอาไปต่อออกไปเรื่อยๆ

เมื่อถามว่ามั่นใจในตัวเองใช่หรือไม่ว่าตั้งแต่เข้าทำงานมาไม่มีเรื่องอะไรที่ผิด พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า "ผมทำงานมา ผมไม่เคยมีเรื่องทุจริตอะไร ไม่เคยมี ไม่มี"

จากนั้น พล.อ.ประวิตรทำท่าเดินออกจากวงสัมภาษณ์พร้อมกล่าวว่า ไม่มีคำถามเรื่องอื่นอะไรแล้ว ไปแล้ว



บิ๊กตู่แค่เดินออกกำลังวันพุธ

เมื่อเวลา 15.40 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พร้อมด้วยพล.อ.วิลาศ อรุณศรี เลขาธิการนายกฯ ใช้วิธีการเดินออกกำลังกายรอบตึกไทยคู่ฟ้า แทนการเต้นแอโรบิกเหมือนทุกสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเดินผ่านตึกบัญชาการ 1 อ้อมด้านหน้าตึกภักดีบดินทร์ จำนวน 3 รอบ และบริเวณสนามหญ้าหน้าตึกไทยคู่ฟ้าอีก 2 รอบ รวมทั้งเดินอ้อมออกไปบริเวณด้านนอกรั้วทำเนียบถึง 2 ครั้ง กลับไปกลับมาเพื่อให้ผู้สื่อข่าว ช่างภาพเดินตาม พร้อมกล่าวว่า "ออกกำลังกายกันบ้าง"

อย่างไรก็ตาม ตลอดการเดินออกกำลังกาย พล.อ.ประยุทธ์มีสีหน้านิ่งเฉย ปฏิเสธที่จะตอบคำถามหรือพูดคุยกับสื่อว่าเป็นการออกกำลังกายตามแบบโครงการก้าวคนละก้าวของตูน บอดี้สแลม

เมื่อถามว่าใช้วิธีการเดินเพื่อออกกำลังกายแทนการเต้นแอโรบิกใช่หรือไม่ พล.อ. ประยุทธ์กล่าวว่า "ป่วยมั้ง"



สอบถามระบบรปภ.ทำเนียบ

ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ได้สอบถามพล.อ. วิลาศ ถึงระบบการรักษาความปลอดภัยว่ามีหน่วยใดปฏิบัติหน้าที่บ้าง ซึ่งเลขาธิการ นายกฯ ชี้แจงรายละเอียดว่า มีทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจสันติบาล ทหารและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปฏิบัติหน้าที่ และตอนนี้ในช่วงที่ นายกฯเดินไปชิดรั้วด้านถนนพิษณุโลก ซึ่งมีกลุ่มต่อต้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาปักหลักอยู่ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรึงกำลังรักษาความปลอดภัยมากขึ้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างเดิน นายกฯ ได้ทักทายคนงานก่อสร้างบริเวณตึกบัญชาการ 1 และพูดคุยเกี่ยวกับการก่อสร้างและบรรยากาศในทำเนียบ ซึ่งพล.อ.วิลาสเป็นผู้รายงานความคืบหน้าการก่อสร้างและซ่อมแซม ปรับปรุงตึกในทำเนียบ และความคืบหน้าตลาดคลองผดุงกรุงเกษม ที่เป็นต้นแบบของตลาดประชารัฐ ที่จะปิดตัววันที่ 27 ธ.ค.นี้



รองโฆษกพท.อำป้อมซุป"ตาร์

วันเดียวกัน นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ประชาชนสงสัยนาฬิการิชาร์ด มิลล์ RM 029 ที่พล.อ.ประวิตรใส่ระหว่างถ่ายภาพหมู่ครม.ที่ผ่านมา โดยทรัพย์สินดังกล่าวไม่ปรากฏในเอกสารบัญชีทรัพย์สิน ซึ่งรายงานไว้ต่อ ป.ป.ช.เมื่อวันที่ 7 ต.ค.2557 อาจขัดต่อพ.ร.บ.ว่าด้วยป.ป.ช. และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 32 มาตรา 33 และมาตรา 34 ประกอบมาตรา 66

นายอนุสรณ์กล่าวว่า ริชาร์ด มิลล์ เป็นนาฬิกาหรูราคาแพงหลักหลายล้านบาทของคนระดับซูเปอร์สตาร์ ไม่น่าเชื่อว่าใน ครม.จะมีซุปตาร์ป้อมรวมอยู่ด้วย และดูเหมือนพล.อ.ประวิตรจะยอมรับว่าเป็นของตนเองจริงและเป็นของเก่า จึงขอตั้งคำถามดังนี้



ถาม 4 ข้อสงสัย-ได้มาอย่างไร

1.นาฬิกาเรือนนี้ไม่ปรากฏในบัญชีทรัพย์สิน ทั้งที่มูลค่าหลายล้านบาท ขณะที่รถยนต์ราคา 100,000 บาท มีแจ้งในบัญชีทรัพย์สิน หากอ้างว่าหลงลืมฟังขึ้นหรือไม่ 2.นาฬิกาหรูเรือนนี้ได้แต่ใดมา เพราะเมื่อดูบัญชีเงินฝากที่รายงานต่อป.ป.ช.รวม 4 ครั้ง ตั้งแต่เป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ มีทรัพย์สินจากปี 2551 ถึงปี 2557 รวมกว่า 87 ล้านบาท หรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นกว่า 30 ล้านบาท หากนาฬิกาเรือนนี้ซื้อเองทำไมจำนวนเงินไม่ลดลง หรือนำเงินจากส่วนใดมาซื้อ

จี้ทบทวน - เครือข่ายประชาชนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนยื่นหนังสือถึงรัฐบาลขอให้ทบทวนผลักดันร่างพ.ร.บ.สิ่งแวดล้อม เข้าสู่การพิจารณาของสนช. ชี้ยังมีข้อบกพร่อง และภาคประชาชนไม่มีส่วนร่วมยกร่าง ที่หน้าทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 6 ธ.ค.



3.สังคมสงสัยว่าคนรับราชการกินเงินเดือนเมื่อเกษียณก็รับบำนาญ เท่าที่ทราบไม่มีธุรกิจ ไม่ได้ถือหุ้นในกิจการใด ไม่มีเงินปันผล รายได้มาจากดอกเบี้ยเงินฝากเป็นหลัก การครอบครองทรัพย์สินมูลค่าขนาดนี้เป็นแบบอย่างที่ดีต่อสังคมหรือไม่ 4.หากอ้างว่ามีบุคคลหรือคณะบุคคลมอบนาฬิกาหรูนี้ให้ จะถือว่าขัดต่อคุณธรรมจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือขัดต่อประกาศของป.ป.ช. ที่ห้ามเจ้าหน้าที่รัฐรับทรัพย์สินเกิน 3,000 บาท ซึ่งมีไว้ป้องกันการทุจริตหรือไม่



ปปช.ขยับสอบ-ไม่ต้องมีผู้ร้อง

ด้านนายวรวิทย์ สุขบุญ รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) รักษาราชการแทนเลขาธิการป.ป.ช. ให้สัมภาษณ์ถึงการตรวจสอบนาฬิกาหรูและแหวนเพชรของพล.อ. ประวิตร ที่ไม่ปรากฏในบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อป.ป.ช.ว่า กรณีนี้สาธารณะให้ความสนใจและมีข้อสงสัย สำนักงานป.ป.ช.จึงดำเนินการตรวจสอบตามปกติได้ทันที ไม่ต้องรอให้มีผู้มาร้อง โดยในวันที่ 7 ธ.ค. ตนจะรายงานให้ที่ประชุมคณะกรรมการป.ป.ช.ทราบว่า สำนักงานป.ป.ช.จะตรวจสอบเนื่องจากมีกรณีที่สังคมสนใจเกิดขึ้น ซึ่งเคสแบบนี้มีอยู่เป็นประจำ

เมื่อถามว่าพล.อ.ประวิตรปฏิเสธชี้แจง เรื่องนี้กับสื่อ แต่จะให้ข้อมูลกับป.ป.ช.เอง นายวรวิทย์กล่าวว่า ป.ป.ช.มีวิธีการทำงานอยู่ ซึ่งจะตรวจสอบตามปกติ เมื่อถามว่ากรณีนี้สังคมคาดหวังกับป.ป.ช.ค่อนข้างมาก รู้สึกกดดันหรือไม่ที่ต้องตรวจสอบพล.อ.ประวิตร นายวรวิทย์กล่าวว่า "ไม่กดดัน เป็นการทำงานตามปกติ ทั้งหมดดูที่ข้อเท็จจริง"



ศรีสุวรรณระบุขัดพ.ร.บ.ปปช.

ด้านนายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย กล่าวว่า จากกรณีมีข่าวว่าพล.อ.ประวิตรสวมใส่นาฬิการิชาร์ด มิลล์ และแหวนทองคำขาวหัวเพชร มีมูลค่าหลายล้านบาทระหว่างถ่ายภาพหมู่ ครม.เมื่อเช้าวันที่ 4 ธ.ค. โดยทรัพย์สินดังกล่าวไม่ปรากฏในเอกสารบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน ซึ่งรายงานไว้ต่อป.ป.ช. เมื่อครั้งรับตำแหน่งเมื่อวันที่ 7 ต.ค.2557 อาจขัดต่อพ.ร.บ.ว่าด้วยป.ป.ช. และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 32, 33 และ 34 ประกอบมาตรา 66 ซึ่งป.ป.ช.จะต้องไต่สวนและยื่นฟ้องเป็นคดีฐานจงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อป.ป.ช. หรือจงใจยื่นบัญชีด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ โดยต้องเสนอเรื่องให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองวินิจฉัยโดยเร็วต่อไป

นายศรีสุวรรณกล่าวว่า นอกจากนี้ยังอาจเข้าข่าย "การร่ำรวยผิดปกติ" ตามมาตรา 66 อีกด้วย เนื่องจากตามเอกสารบัญชีทรัพย์สินซึ่งพล.อ.ประวิตรรายงานไว้ต่อป.ป.ช. เมื่อ วันที่ 7 ต.ค.2557 พบว่ามีบัญชีเงินฝากในธนาคารมากกว่า 53 ล้านบาท รวมทรัพย์สิน อื่นๆ แล้วมีมูลค่ามากกว่า 87 ล้านบาท ซึ่ง ไม่ปรากฏที่มาของเงินในบัญชีธนาคารและทรัพย์สินอื่นๆ ทั้งนี้ หากจะประมาณการจากที่พล.อ.ประวิตรรับราชการทหารมา 40 ปีและเป็นนักการเมือง 2 สมัยและไม่ได้มีธุรกิจใดๆ ก็ไม่น่ามีรายได้มากขนาดนี้



ผู้สมัครกกต.จี้ทบทวนคุณสมบัติ

ที่รัฐสภา นายเกษม เกษมปัญญา ผู้พิพากษาอาวุโส ในศาลอุทธรณ์ ภาค 1 ในฐานะผู้สมัครเข้ารับการสรรหาเป็นกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เข้ายื่นหนังสือต่อนาย นัฑ ผาสุข เลขาธิการวุฒิสภา ปฏิบัติหน้าที่เลขานุการคณะกรรมการสรรหาฯ เพื่อขอให้คณะกรรมการสรรหา กกต.พิจารณาทบทวนคุณสมบัติ

นายเกษมกล่าวว่า คณะกรรมการสรรหาฯ ชี้ว่าตนขาดคุณสมบัติในประเภท (ก) ตามมาตรา 8 (1) ของพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วย กกต. ซึ่งกำหนดให้ต้องเป็นผู้ดำรงตำแหน่งการรับราชการในตำแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดี หรือหัวหน้าส่วนราชการ ไม่น้อยกว่า 5 ปี ซึ่งที่ผ่านมาตนทำหน้าที่เป็นผู้พิพากษาอาวุโสในศาลอุทธรณ์ ภาค 1 และอดีตประธานแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจในศาลฎีกา จึงเทียบเท่ากับตำแหน่งอธิบดีศาล แต่การที่คณะกรรมการสรรหาฯ ตีความว่าต้องดำรงตำแหน่งเฉพาะอธิบดีในหน่วยงานราชการเท่านั้น เป็นการตีความอย่างแคบหรือไม่ และยังส่งผลให้ตนไม่มีรายชื่อผ่านเข้ารับการสัมภาษณ์และแสดงความคิดเห็น จึงขอให้คณะกรรมการสรรหาฯ ทบทวนและให้ความเป็นธรรมต่อการพิจารณาดังกล่าว



สนช.เตรียมตั้งกมธ.สอบประวัติ

ด้านนายสมชาย แสวงการ เลขานุการคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภานิติบัญญัติ แห่งชาติ (วิป สนช.) กล่าวว่า หลังจากที่คณะกรรมการสรรหา กกต.และที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาส่งรายชื่อผู้ได้รับการสรรหาเป็น กกต.เรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนต่อไปจะต้องส่งรายชื่อทั้ง 7 คนมาให้ สนช.พิจารณา ซึ่งจะต้องนำเข้าวิป สนช. เพื่อตั้ง กมธ.ตรวจสอบคุณสมบัติผู้ผ่านการคัดเลือกว่ามีความประพฤติ จริยธรรม อาทิ เคยถูกร้องเรียนเรื่องการทุจริต การประพฤติผิดศีลธรรม ความเป็นกลางทางการเมืองหรือไม่ ถ้ามีต้องเรียกมาสอบถามข้อเท็จจริง จากนั้นจึงส่งเรื่องให้ที่ประชุม สนช. ลงมติให้ความเห็นชอบภายใน 45 วัน นับจากที่คณะกรรมการสรรหาและที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาส่งชื่อมาให้ หาก สนช.ไม่เห็นชอบใคร เพราะมีคุณสมบัติไม่เหมาะสม ต้องส่งรายชื่อกลับไป เพื่อสรรหาใหม่

ส่วนกรณีที่คนดังหลายคนไม่ได้รับการ คัดเลือกนั้น ส่วนหนึ่งมาจากกฎหมายกำหนดคุณสมบัติ กกต.เข้มข้นมาก โดยเฉพาะกรณีต้องดำรงตำแหน่งอธิบดี หรือหัวหน้าส่วนราชการเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี ทำให้คนดังหลายคนไม่ผ่านเกณฑ์คุณสมบัติข้อนี้ อย่างไรก็ตามผู้ที่ผ่านการคัดเลือก แม้บางคนอาจไม่เป็นที่รู้จัก ชื่อไม่คุ้นหู แต่เมื่อผ่านการคัดเลือกมาแล้วถือว่ามีคุณสมบัติ ความรู้ความสามารถเหมาะสม เพราะเกณฑ์การคัดเลือกกำหนดคุณสมบัติไว้สูงมาก



พท.จี้"ประชา"ลาทีมกุนซือมท.1

ด้านนายสามารถ แก้วมีชัย อดีตส.ส. เชียงราย พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ ถึงโฉมหน้า กกต.ชุดใหม่ว่า ตนไม่รู้จักใคร สักราย แต่อาจคุ้นชื่อนายประชา เตรัตน์ อดีตผู้ว่าฯ หลายจังหวัด และคณะทำงานของพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย เพราะเป็นนักปกครองเก่า ทั้งนี้ เมื่อกกต. มีคุณสมบัติครบถ้วนตามกฎหมาย ผ่านการ กลั่นกรองก่อนให้ สนช.รับรอง คิดว่าคงจะผ่านมติของ สนช.ทุกราย และหวังว่าทุกคนจะปฏิบัติหน้าที่ทำให้การเลือกตั้งสุจริต เที่ยงธรรมและเป็นกลาง ไม่มีอคติกับฝ่ายใด เพราะการให้ความเป็นธรรมและไม่เลือกปฏิบัติเป็นเรื่องสำคัญที่ กกต.จำเป็นต้องมีเป็นพื้นฐานมิฉะนั้นจะเกิดปัญหาไม่จบสิ้น

"หากทั้ง 5 ได้รับความเห็นชอบจาก สนช. ได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้ทำหน้าที่ หวังว่าจะทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา เราไม่ได้หวังว่าให้มารู้จักหรือช่วยเหลือกัน แต่ขอให้คุมกติกาอย่างตรงไปตรงมา ปฏิบัติกับทุกฝ่ายอย่างเสมอกัน" นายสามารถกล่าว

นายสามารถกล่าวว่า ส่วนทั้ง 5 คนมีใครเกี่ยวข้องกับผู้มีอำนาจหรือไม่นั้นตนไม่แน่ใจ เพราะยังไม่ได้ดูรายละเอียดภูมิหลังว่าเป็นอย่างไร แต่ยังมองในแง่ดีว่าทุกคนจะทำหน้าที่อย่างเป็นธรรมและเป็นกลาง ส่วนนายประชาที่ยังเป็นคณะทำงานของพล.อ.อนุพงษ์นั้น หากเข้าเป็น กกต.ก็ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงมหาดไทย เพราะการเป็น กกต.ห้ามปฏิบัติหน้าที่อื่นไปด้วย ซึ่งเรื่องนี้อาจถูกสังคมกังขาได้ เพราะมาเป็น กกต. แต่ก็ทำงานใกล้ชิดกับผู้มีอำนาจ ดังนั้น นายประชาต้องเคลียร์ตัวเองชัดเจน และปฏิบัติหน้าที่ให้สุจริตและเที่ยงธรรม



สดศรีเสียดายไร้ตัวแทนเอ็นจีโอ

ด้านนางสดศรี สัตยธรรม อดีต กกต. กล่าวถึงรายชื่อ กกต.ทั้ง 5 คนที่ได้รับการสรรหาว่า เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดว่ามาจากหลากหลายอาชีพ แต่ไม่มีจากเอ็นจีโอ ซึ่งเคยมีทุก กกต.มาแล้ว ส่วนอดีตอธิการบดี 2 คนก็เป็นฝ่ายบริหาร คงทำงานแทนเอ็นจีโอได้เพราะอยู่กับประชาชนในท้องถิ่น ทำงานด้านการมีส่วนร่วมได้ ส่วนคนที่มาจาก กทช.ก็เก่งด้านประชาสัมพันธ์ ดังนั้น งาน กกต.ด้านประชาสัมพันธ์คงไม่มีปัญหา อาจจะ ดีกว่าเดิมก็ได้ ส่วนด้านกฎหมายทางศาลฎีกาดูแลอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม งานของกกต. ครั้งนี้เกี่ยวกับกระทรวงมหาดไทยโดยตรงคือการเลือกตั้งท้องถิ่น ดังนั้น เมื่อนายประชา เตรัตน์ อดีตรองปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้รับการสรรหาเข้ามาก็เป็นผลดี สามารถประสานกับกระทรวงมหาดไทยได้

นางสดศรีกล่าวว่า ส่วนที่เกี่ยวกับการ เลือกตั้งและมีองค์กรที่มีอำนาจซ้อนขึ้นมาคือ ผู้ตรวจการเลือกตั้งแทน กกต.จังหวัด จึงสำคัญว่า กกต.ทั้ง 7 จะประสานกับผู้ตรวจการเลือกตั้งได้ดีหรือไม่ ถือเป็นปัญหาสำคัญ คงไม่ใช่ว่าจะข่มเขาได้เหมือน กกต.จังหวัด ที่มีอยู่เดิม สิ่งเหล่านี้จึงอยู่ในมือของ กกต. ทั้ง 7 คนว่าจะทำได้หรือไม่ และงานแรกที่ กกต.ชุดใหม่ต้องรับผิดชอบคือการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ซึ่งจะหมดวาระลงในปีหน้า คงเป็นการซ้อมว่าทำได้สำเร็จหรือไม่



ถ้าโมฆะอีก-คนจะไม่เชื่อถือ

นายสดศรีกล่าวว่า ส่วนการเลือกตั้งใหญ่ตามโรดแม็ป เดือนพ.ย.61 เป็นงานสำคัญ เพราะการเลือกตั้งเป็นแบบใหม่ ซึ่งจริงๆ แล้วยากมาก ทั้งการคิดคำนวณตัวเลข การพิมพ์บัตร กกต.ชุดนี้ต้องตัดสินใจและสะสางปัญหาต่างๆ

เมื่อถามว่าคิดว่า กกต.ชุดใหม่จะทำงานได้ตามวัตถุประสงค์หรือไม่ นางสดศรีกล่าวว่า คิดว่าคงทำได้ดี เพราะผ่านประสบการณ์งานบริหารมาแล้วทั้งมหาวิทยาลัย และในจังหวัด ซึ่งไม่ต่างจากการบริหารงาน กกต. ที่สำคัญต้องแก้ปัญหาต่างๆ ให้ได้ ไม่ให้เกิดปัญหาระหว่างกัน และกับหน่วยงาน ที่สำคัญคือ ต้องศึกษากฎหมายเลือกตั้งและกฎหมายพรรคการเมือง

"สิ่งที่อยากฝากคือต้องพยายามไม่ให้เกิดปัญหา การเลือกตั้งครั้งหน้าต้องไม่เป็น โมฆะ ถ้าไม่ประสบความสำเร็จศรัทธาของประชาชนที่มีต่อ กกต.ชุดใหม่จะหมดไป ซึ่งเป็นงานหนักและน่าเห็นใจ" นางสดศรีกล่าว



เชื่อ"ประชา"ประสานมท.ได้ดี

เมื่อถามว่าการสรรหา กกต.ครั้งนี้มีเด็กใครเข้ามาหรือไม่ นางสดศรีกล่าวว่า คงไม่ใช่เป็นเด็กของใคร เพราะการสรรหาต้องมาจากหลากหลาย ต้องพิจารณาตามคุณสมบัติ ส่วนคนดังๆ หลายคนที่คิดว่าจะได้กลับไม่ได้นั้น เชื่อว่ากรรมการสรรหาคงไม่ได้เอาตามกระแสหรือเป็นคนดังแล้วต้องเลือกไว้ก่อน และคนที่ได้ก็ไม่เกี่ยวข้องกับทหารเลย ทหารสมัครมายังไม่ได้เลย เช่น อดีตหัวหน้าศาลทหารสูงสุด

นางสดศรีกล่าวว่า ส่วนที่ว่านายประชามีความใกล้ชิดกับรัฐบาลนั้น เห็นว่า กกต.ชุดนี้ต้องมีฝ่ายมหาดไทยด้วย ถ้าไม่มีเลยก็ลำบาก ซึ่งนายประชาก็รู้เรื่อง จึงคิดว่าเหมาะสม ที่จะได้รับการสรรหาเข้ามา รวมทั้งนายประชา รู้เรื่องงานภาคใต้ ซึ่งการเลือกตั้งทางภาคใต้คงจะดำเนินการได้เรียบร้อย จึงคิดว่างานของ กกต.ชุดใหม่เป็นงานที่ท้าทายมาก คงทำงานได้สำเร็จ



ปชป.จับตาการทำงานของกกต.

ด้านนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงรายชื่อกกต.ที่ได้รับการสรรหาว่า คงติดตามดูว่าจะทำงานได้ตามเป้าหมายและวัตถุประสงค์ของกกต.หรือไม่ โดยเฉพาะการจัดการเลือกตั้งให้สุจริต และเที่ยงธรรม และการเลือกตั้งครั้งนี้ ทั้งรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง มีการเปลี่ยนแปลงเยอะพอสมควร กกต.ชุดใหม่ก็ต้องทำการบ้านและทำตามบทบัญญัติของกฎหมายให้ครบถ้วน

เมื่อถามว่ารายชื่อที่ออกมา พอจะหวังได้หรือไม่ว่าจะทำให้การเลือกตั้งสุจริตเที่ยงธรรม นายองอาจกล่าวว่า ตราบใดที่กกต.แต่ละคนมาจากการสรรหาตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ ซึ่งหลายคนอาจจะไม่เป็นที่รู้จักของสังคม แต่เมื่อตัดสินใจมาสมัครเป็นกกต.แล้ว เชื่อว่าคงเตรียมความพร้อมในระดับหนึ่ง อย่างน้อยที่สุดช่วงสรรหา คงได้แสดงวิสัยทัศน์ให้คณะกรรมการสรรหาได้พิจารณาแล้วว่าเหมาะสมอย่างไร ส่วนจะทำหน้าที่ได้ดีหรือไม่ เราต้องติดตามการทำงานต่อไป



แนะให้ศึกษาบทเรียนอดีตกกต.

"กกต.ใหม่ทั้ง 5 คน มีหลายคนที่เรา พบว่าไม่มีประวัติเกี่ยวกับการเลือกตั้ง มีเพียงนายประชา เตรัตน์ อดีตรองปลัดกระทรวงมหาดไทย ที่อาจจะเคยทำงานเกี่ยวกับการเลือกตั้งมาบ้าง แต่ถ้าย้อนดูกกต.ที่ผ่านมา ก็ไม่ได้ทำงานเกี่ยวกับการเลือกตั้งเช่นกัน ดังนั้น คงไม่เป็นปัจจัยว่าทำงานการเลือกตั้งมาก่อน แต่เขามีคุณสมบัติตามที่กฎหมายบัญญัติไว้และผ่านการสรรหามา เราก็เชื่อมั่นว่าเขาน่าจะทำหน้าที่ได้" นายองอาจกล่าว

นายองอาจกล่าวว่า ขอฝากกกต.ชุดใหม่ว่า มีกกต.มาหลายชุดแล้ว แต่ละชุดมีทั้งปฏิบัติหน้าที่ได้เป็นที่พึงพอใจของประชาชน บางชุดก็ปฏิบัติหน้าที่จนได้รับโทษตามกฎหมาย อย่างกกต.ชุดแรก ที่มีนายสวัสดิ์ โชติพานิช เป็นประธานที่ได้รับคำชม ได้รับดอกไม้มากกว่าก้อนอิฐ ซึ่งมากกว่ากกต.หลายชุดที่ผ่านมา ดังนั้น กกต.ที่เข้ามาใหม่ก็ต้องศึกษาการทำงานของกกต.ในอดีตเป็นบทเรียนว่าจะทำงานอย่างไร ให้ได้รับการยอมรับจากประชาชน



กมธ.คาดกม.ลูกส่งสนช.ต้น 61

ที่รัฐสภา นายทวีศักดิ์ สูทกาวาทิน โฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ. ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. สภานิติบัญญัติ แห่งชาติ (สนช.) แถลงว่า ที่ประชุมกมธ.วิสามัญ มีมติเลือก พล.อ.ยอดยุทธ บุญญาธิการ เป็นประธาน กำหนดกรอบเวลาประชุมสัปดาห์ละ 3 วัน เพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ. ให้เสร็จทันตามกำหนด เบื้องต้นกมธ.วิสามัญ ได้พิจารณาร่างพ.ร.บ.ไปแล้ว 10 มาตราจากทั้งหมด 178 มาตรา ซึ่งยังไม่มีการปรับแก้เนื้อหา จากที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เสนอร่างมายังสนช.

โฆษกกมธ.วิสามัญ กล่าวว่า กมธ.วิสามัญจะพิจารณาเนื้อหาให้เสร็จและส่งให้สนช.พิจารณาในวาระ 2 และ 3 เพื่อให้ความเห็นชอบในวันที่ 18 ม.ค.2561 ซึ่งจากการหารือกันเบื้องต้น จะยังไม่เชิญตัวแทนจากพรรค เข้ามาให้ความคิดเห็นต่อกมธ.วิสามัญ แต่พรรคและประชาชนสามารถเสนอความเห็นมายังกมธ.วิสามัญได้ตลอดเวลา ซึ่งยินดีรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่าย



สมชัยเตือนพรรคเหลืออีก 30 วัน

ด้านนายสมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวว่า ผ่านไปแล้ว 60 วัน หลังจากพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองมีผลใช้บังคับ เหลือเวลาแค่ 30 วัน สำหรับพรรคเดิมในการแจ้งเปลี่ยนแปลงสมาชิกพรรคต่อนายทะเบียนพรรคการเมือง หากไม่แจ้งและไม่ขอขยายเวลา กกต.จะสั่งให้พรรคนั้นสิ้นสภาพ แต่ยังมีโจทย์ใหญ่ที่อยู่ข้างหน้าของพรรคต่างๆ คือภายใน 180 วันหรือวันที่ 5 เม.ย. 2561 พรรคขนาดเล็กต้องหาสมาชิกให้ครบ 500 คน หาทุนประเดิมให้ได้ 1 ล้านบาท ให้สมาชิก 500 คนชำระค่าสมาชิกให้ครบถ้วน ตั้งสาขาพรรคให้ครบ 4 ภาค และมีตัวแทนพรรคในจังหวัดที่ประสงค์จะส่งผู้สมัคร และต้องจัดประชุมใหญ่เพื่อแก้ไขข้อบังคับพรรค เลือกหัวหน้าและกรรมการบริหารพรรค หากทำ ไม่เสร็จใน 4 เดือนข้างหน้า และหากไม่ขอขยายเวลา กกต.จะสั่งให้พรรคนั้นสิ้นสภาพเช่นกัน

"เวลา 4 เดือนที่เหลือ บางพรรคอาจมี ขีดความสามารถดำเนินการ แต่หากปลดล็อกช้าไปอีกหนึ่งเดือน จะเหลือ 3 เดือน ปลดล็อกช้าไปอีกเดือน จะเหลือ 2 เดือน สำหรับบางพรรคอาจดำเนินการทัน แต่พรรคที่ไม่ทัน และขอขยายเวลาอย่าลืมว่าจะไม่มีสิทธิส่ง ผู้สมัครลงเลือกตั้ง หากมีการเลือกตั้งเกิดขึ้น" นายสมชัยกล่าว



ต้นก.พ.61-ต้องยื่นหลักฐานต่อกกต.

นายสมชัยกล่าวว่า สมมติว่าหากพ.ร.บ. ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. และพ.ร.บ.ว่าด้วย การได้มาซึ่งส.ว. สามารถประกาศในราชกิจ จานุเบกษาช่วงปลายเดือนมี.ค. 2561 การ รับสมัครส.ส.อาจเกิดขึ้นได้ช่วงต้นเดือน พ.ค. พรรคเดิมที่ทำทุกอย่างได้ภายในวันที่ 5 เม.ย.เท่านั้นที่จะมีสิทธิส่งผู้สมัคร ส่วน พรรคใหม่ถึงจะทำทุกอย่างเสร็จสิ้นโดยเร็ว อย่าลืมว่า กกต.ต้องใช้เวลา 2 เดือนตรวจสอบหลักฐานต่างๆ ก่อนให้ความเห็นชอบเป็นพรรคการเมือง ดังนั้น หากจะให้ทันขบวนรถ 5 เม.ย. พรรคใหม่ต้องยื่นหลักฐานทั้งหมด ต่อกกต.ต้นก.พ. 2561 หรือหากเผื่อว่ามี หลักฐานไม่ถูกต้อง ต้องแก้ไขอีก 60 วัน ต้องยื่นจดทะเบียนพรรคใหม่ภายในต้นธ.ค. 2560

นายสมชัยกล่าวว่า ทั้งหมดนี้เป็นการประมาณการในเชิงเวลาโดยคร่าวๆ ไม่ได้บอกให้เชื่อ และไม่ได้ส่งสัญญาณใดๆ กับใคร แค่อ่านกฎหมายและประมาณการเวลาที่ต้องใช้ในแต่ละขั้นตอน เมื่อ กกต.ชุดใหม่มาเมื่อใดถึงวันนั้นอาจมีความชัดเจนที่เป็นทางการ



ตั้งงบ 18 ล้านแต่งออฟฟิศรอ7เสือ

ผู้สื่อข่าวรายงานจากสำนักงาน กกต. ว่า หลังจากรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้ โดยกำหนดจำนวน กกต.เพิ่มขึ้นจาก 5 เป็น 7 คนนั้น สำนักงาน กกต.ได้เตรียมห้องทำงานของ กกต.ชุดใหม่อีก 2 ห้อง โดยห้องทำงานเดิมของกกต. 5 คน จะอยู่ที่ชั้น 8 ซึ่งเป็นชั้นเดียวกับห้องประชุม กกต. แต่ในชั้นดังกล่าวมีปัญหาเรื่องพื้นที่ จึงไม่สามารถขยายหรือปรับปรุงให้เป็นห้องทำงานสำหรับ กกต. ใหม่อีก 2 คนได้ ทางสำนักงานจึงใช้พื้นที่ชั้น 9 เดิมเป็นห้องรับรอง และห้องจัดเลี้ยง โดยปรับปรุงห้องจัดเลี้ยงให้เป็นห้องทำงาน 2 ห้อง โดยจัดซื้อจัดจ้างด้วยวิธีพิเศษ และ ให้กรมโยธาธิการ กระทรวงมหาดไทยเป็น ผู้ออกแบบ ก่อนจะเปิดให้เอกชนยื่นซองประมูลในราคาที่ตั้งไว้ 17,799,000 บาท แต่บริษัทที่ประมูลได้งานไปจะสร้างด้วย งบประมาณ 15 ล้านบาทเศษ

มีรายงานว่า สาเหตุที่ทำให้การปรับปรุงห้องทำงานดังกล่าวใช้งบประมาณค่อนข้างสูง เนื่องจากเดิมพื้นที่ชั้น 9 ไม่ได้ก่อสร้างไว้เพื่อทำเป็นห้องทำงาน จึงต้องปรับพื้นที่ใหม่ทั้งระบบ ไม่ว่าจะเป็นระบบการป้องกันเพลิงไหม้ ป้องกันความร้อน และการจัดวางผังห้องให้มีห้องทำงานส่วนตัว ห้องทีมงาน รวมถึงห้องน้ำ ซึ่งเริ่มก่อสร้างปรับปรุงมาตั้งแต่ เดือนส.ค. กำหนดเสร็จในเดือนธ.ค.นี้ และเมื่อ กกต.ชุดใหม่เข้าปฏิบัติหน้าที่ ใครจะอยู่ห้องทำงานชั้น 8 หรือชั้น 9 ก็ให้ กกต.ทั้ง 7 คนตกลงกันเอง



จ่อซื้อเบนซ์ประจำตำแหน่ง 7 คัน

นอกจากนี้ สำนักงานได้พิจารณาจัดหารถประจำตำแหน่ง ก่อนหน้านี้ กกต.มีมติอนุมัติจัดซื้อรถเบนซ์ประจำตำแหน่งเพิ่มอีก 2 คน เพื่อรองรับ กกต.ที่เพิ่มขึ้นอีก 2 คน เพราะมีรถเบนซ์ประจำตำแหน่ง 5 คันแล้ว แต่ทางสำนักงานเห็นว่ารถประจำตำแหน่งเดิมทั้ง 5 คันจะสิ้นสุดอายุการใช้งาน 5 ปีในช่วงต้นปี 2561 ซึ่งเป็นช่วงที่กกต.ใหม่เข้ามาปฏิบัติหน้าที่แล้ว จึงมีแนวคิดว่าอยากจัดซื้อใหม่ทั้ง 7 คันพร้อมกัน เพื่อไม่ให้เกิดความลักลั่นว่าใครจะใช้รถเก่าหรือรถใหม่ แต่ถ้ามีปัญหาในเรื่องงบประมาณ อาจจะใช้วิธีเช่าซื้อแทนการจัดซื้อไปก่อน แล้วรอให้รถประจำตำแหน่งชุดเก่าครบอายุจึงจะซื้อใหม่ทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่า กกต.ชุดปัจจุบันเห็นว่าไม่ควรซื้อใหม่ทั้งหมด เนื่องจากทั้ง 5 คันยังอยู่ในสภาพที่ดี ประกอบกับอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน จึงไม่น่าจะพิจารณาอนุมัติ อีกทั้งเรื่องดังกล่าวไม่ได้อยู่ในแผนงบประมาณของปีนี้ที่มีการอนุมัติไปแล้ว การให้ กกต.ชุดใหม่เป็นผู้พิจารณาและจัดซื้อในงบประมาณใหม่น่าจะดีกว่า



คสช.แจ้งปอท.จับหมวดเจี๊ยบ

รายงานข่าวแจ้งว่า วันเดียวกันนี้ เจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมายของคสช. ได้เข้าแจ้งความกับกองบังคับการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี(บก.ปอท.)ให้ดำเนินคดีกับ ร.ท.หญิง สุณิสา เลิศภัควัต อดีตรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และสมาชิกพรรคเพื่อไทยในความผิด 2 ฐานความผิด ตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์และความผิดมาตรา 116 เกี่ยวกับความมั่นคง

ต่อมาเมื่อเวลา 21.00 น. ร.ท.หญิงสุณิสา ให้สัมภาษณ์ถึงข่าวถูกคสช.แจ้งความปอท.ดำเนินคดีตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และมาตรา 116 กรณีโพสต์ข้อความโจมตีนายกฯ และหัวหน้าคสช. กรณีเปิดทำเนียบรัฐบาล ต้อนรับตูน บอดี้สแลม นักวิ่งแต่ไม่ยอมพบปะกลุ่ม ผู้ชุมนุมต่อต้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาและชาวประมง จ.ปัตตานี ว่า ยังไม่รู้ว่าโดนข้อหาอะไร และยังไม่มีเจ้าหน้าที่คนใดแจ้งมา ตอนนี้ยังพูดอะไรไม่ได้จนกว่า เจ้าหน้าที่จะประสานมา คงต้องรอก่อน



ศาลฎีกาโหวตครบอีก2กกต.

เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 6 ธ.ค. ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ถนนแจ้งวัฒนะ นายชีพ จุลมนต์ ประธานศาลฎีกา เรียกประชุมใหญ่ศาลฎีกา ผู้พิพากษา 176 คน เพื่อลงมติเลือกผู้สมควรได้รับแต่งตั้งเป็น กกต.ที่เหลืออีก 1 คน จากที่กฎหมายกำหนด 2 คน ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 17 พ.ย. ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกามีมติคัดเลือกได้แล้ว 1 คน คือ นายฉัตรไชย จันทร์พรายศรี ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ส่วนอีก 4 คน ปรากฏว่าไม่มีผู้สมัครรายใดได้คะแนนจากเสียงโหวตของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเกินกึ่งหนึ่ง หลังโหวตไปถึง 3 รอบ จึงต้องรับสมัครและเลือกว่าที่ กกต.จากศาลฎีกาอีกครั้ง

ในการลงมติรอบนี้มีผู้พิพากษาที่มีคุณสมบัติครบลงสมัครเป็น กกต. 2 คน คือ นายปกรณ์ มหรรณพ ผู้พิพากษาศาลฎีกา และนายประพาฬ อนมาน ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลอุทธรณ์ ซึ่งทั้งสองคนเคยลงสมัครในรอบที่แล้ว แต่เสียงโหวตไม่ถึง

ต่อมาเวลา 17.00 น. ผลการลงมติเลือก ปรากฏว่านายปกรณ์ได้รับเลือกจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ให้เป็นผู้สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็น กกต. คนที่ 2 ครบตามจำนวน

สำหรับนายปกรณ์ในการปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้พิพากษานั้น เคยดำรงตำแหน่งต่างๆ เช่น อดีตรองประธานศาลอุทธรณ์ภาค 4, อดีตอธิบดีผู้พิพากษาภาค 4 (ภาคอีสานตอนบน) และปัจจุบันยังได้รับเลือกเป็นหนึ่งในอนุกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (อ.ก.ต.) ในศาลฎีกา (วาระ 2559-2561) ซึ่งตำแหน่งดังกล่าวมีหน้าที่พิจารณาบัญชีแต่งตั้งโยกย้ายผู้พิพากษาเบื้องต้น รวมทั้งประเด็นการรับเรื่องราวร้องเรียนต่างๆ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาคัดเลือกครบ 2 คนแล้ว เมื่อรวมกับ 5 คนที่ผ่านการสรรหาจากคณะกรรมการสรรหา กกต. ถือว่าได้ครบ 7 คนแล้ว จากนั้นส่งชื่อให้ สนช.ไม่เกินวันที่ 12 ธ.ค.นี้



ยื่นคัดค้าน"พรบ.สิ่งแวดล้อม"

เมื่อวันที่ 6 ธ.ค. ที่หน้าทำเนียบรัฐบาล เครือข่ายประชาชนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ประกอบด้วย กลุ่มไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา กลุ่มคัดค้านโครงการท่าเทียบเรือถ่านหินบ้านคลองรั้ว กลุ่มคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ และกลุ่มคัดค้านเหมืองแร่ในหลายจังหวัด เช่น ชัยภูมิ เลย สกลนคร และเพชรบูรณ์ กว่า 100 คน รวมตัวกันอ่านแถลงการณ์ยืนยันการใช้เสรีภาพการชุมนุมตามรัฐธรรมนูญโดยชอบตามกฎหมาย โดยระบุว่า จากกรณีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมผลักดันร่างพ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม ในส่วนการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่นำเข้าสู่การพิจารณาของสนช.อย่างรีบร้อน ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของประชาชนที่พยายามท้วงข้อบกพร่อง ซึ่งไม่สามารถแก้ไขปัญหากระบวนการทำอีไอเอและอีเอชไอเอ แต่กลับเอื้อให้โครงการที่กระทบต่อสิ่งแวดล้อมดำเนินการได้รวดเร็วขึ้น

ต่อมา นายเลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ เครือข่ายประชาชนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนยื่นหนังสือถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ผ่านนายสมพาศ นิลพันธ์ รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อคัดค้านร่างพ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม โดยขอให้ยุติ การพิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าวไว้ก่อน และให้จัดตั้งคณะกรรมการในการยกร่างกฎหมายขึ้นมาใหม่ โดยมีสัดส่วนของภาคประชาชนและภาครัฐเท่ากัน รวมถึงให้ใช้หลักการที่ทั้งภาครัฐและภาคประชาชนตกลงร่วมกัน โดยไม่คัดค้านที่จะมีกฎหมายดังกล่าว แต่เจตนารมณ์ในกฎหมายต้องมีกลไกในการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง ซึ่งทางกลุ่มจะปักหลักชุมนุมค้างคืนเพื่อรอฟังคำตอบที่พอใจ เนื่องจากได้ขออนุญาตชุมนุมบริเวณทางเท้าหน้าสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน ฝั่งตรงข้ามทำเนียบรัฐบาล เป็นเวลา 7 วัน ตั้งแต่วันที่ 6-12 ธ.ค. (หน้า 1,10-11)


หน้า 1



Copyright © by Matichon Public Co.,Ltd. All Rights Reserved.