มติชน | มติชนสุดสัปดาห์ | ข่าวสด | ประชาชาติธุรกิจ | ศิลปวัฒนธรรม | เทคโนโลยีชาวบ้าน | เส้นทางเศรษฐี | สำนักพิมพ์ | พิมพ์สี | งานดี | ข้อมูลบริษัท | มติชนอคาเดมี | khaosod-english |
   [Home] หน้าแรก-ข่าวสด
จำนวนคนอ่านล่าสุด 59 คน
วันที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2560 ปีที่ 27 ฉบับที่ 9755 ข่าวสดรายวัน


พงส.ชงปฏิรูปตร. ไม่แยกสอบสวน







"สมาคมพนักงานสอบสวน" สรุปรวบรวมความเห็นของพนักงานสอบสวน จัดทำข้อเสนอไปยังกรรมการปฏิรูปตำรวจชุดพล.อ.บุญสร้าง ย้ำว่าไม่สามารถแยกงานสอบสวนออกจากองค์กรตำรวจได้ เพราะต้องทำงานคู่กับฝ่ายสืบสวน เหมือนเหรียญที่ต้องมีสองด้าน แต่เพื่อให้เกิดความเป็นอิสระ มีความก้าวหน้า ต้องแยกเป็นสายงานเฉพาะต่างหากในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แล้วยกขึ้นเป็นกองบัญชาการ รวมทั้งเสนอวิธีแก้ปัญหาสำนวนล้น ด้วยระบบที่ใช้ในประเทศใหญ่ๆ โดยพนักงานสอบสวนไม่จำเป็นต้องสอบสวนทุกคดีเหมือนที่ทำกันทุกวันนี้ ให้แยกคดีในเบื้องต้นที่ยังไม่มีพยานหลักฐานพอ ให้ฝ่ายสืบสวนทำไปก่อน ทั้งผลักดันให้รักษามือสอบสวนที่มีคุณค่าไม่ให้สูญหายไปเมื่อเกษียณ ด้วยการให้เป็นพนักงานสอบสวนเอกชน มีกฎหมายรองรับเพื่อสามารถช่วยพนักงานสอบสวนในราชการได้ต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเร็วๆ นี้ สมาคมพนักงานสอบสวนได้ทำเอกสารลงนามโดยพล.ต.อ.วุฑฒิชัย ศรีรัตนวุฑฒิ นายกสมาคม นำเสนอแนวทางปฏิรูประบบงานสอบสวน ไปยังพล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ประธานคณะปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม ซึ่งกำลังดำเนินการปฏิรูปองค์กรตำรวจอยู่ในขณะนี้ โดยสาระสำคัญของข้อเสนอจากสมาคมพนักงานสอบสวนระบุว่า ในฐานะองค์กรที่เกิดจากการรวมตัวของพนักงานสอบสวนตำรวจทุกหน่วยทั่วประเทศที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย มีสมาชิกเป็นข้าราชการตำรวจที่เป็นพนักงานสอบสวนในปัจจุบันและอดีตพนักงานสอบสวนทั้งในและนอกราชการ เห็นว่าเมื่อรัฐบาลมีนโยบายปฏิรูปตำรวจ จึงได้ระดมความคิดเห็นของพนักงานสอบสวน โดยพิจารณาในส่วนระบบงานสอบสวนเป็นหลัก

เอกสารระบุว่า ปัญหาของพนักงานสอบสวน คือไม่มีความเป็นอิสระในการทำความเห็นทางคดี ขาดความมั่นคงในการรับราชการ แต่เมื่อพิจารณาในประเด็นควรแยกงานสอบสวนออกมาจากตำรวจหรือไม่ ได้จัดประชุมฟังความเห็นของพนักงานสอบสวน ผู้แทนอัยการ นักวิชาการและ ผู้แทนสภาทนายความแล้วพบว่า หากแยกงานสอบสวนออกไปจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะเกิดผลเสียในการอำนวยความยุติธรรมให้กับประชาชนมากกว่า จึงเห็นว่าควรอยู่ในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ต่อไป เพราะเป็นที่ยอมรับในองค์กรอัยการ ศาล และทนายความ ว่าไม่มีหน่วยงานใดในประเทศนี้ที่จะสันทัดรอบรู้มีประสบการณ์งานสอบสวนดีกว่าพนักงานสอบสวนตำรวจ ที่สำคัญการสอบสวนต้องประกอบด้วย 2 ส่วนงานคือ งานสอบสวน รวบรวมพยานหลักฐานทางคดี อีกส่วนคืองานสืบสวน หมายถึงตำรวจฝ่ายสืบสวน ทำหน้าที่แสวงหาพยานหลักฐานทางคดี ทั้งสองส่วนนี้ต้องเชื่อมโยงอยู่ด้วยกัน แยกจากกันไม่ได้ เหมือนเหรียญที่มีสองด้าน

จึงสรุปได้ว่า งานสอบสวนควรสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติต่อไป แต่ต้องปฏิรูปโครงสร้างองค์กรเสียใหม่ให้เป็นกองบัญชาการ หรือแยกเป็นสายงานวิชาชีพพนักงานสอบสวนโดยเฉพาะ โดยให้ใช้ชื่อว่ากองบัญชาการสืบสวนสอบสวนคดีอาญา หรือชื่ออื่นที่เหมาะสม หรือเป็นสายงานวิชาชีพเฉพาะที่มีช่องทางก้าวหน้าชัดเจน ตั้งแต่เริ่มระดับรองสารวัตรจนถึงรอง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพื่อพัฒนาความเป็นมืออาชีพ นอกจากนี้ในระดับสถานีตำรวจให้มีแผนกหรืองานด้านธุรการคดี โดยมีหัวหน้าเป็นระดับสารวัตรที่แต่งตั้งจากพนักงานสอบสวน

เอกสารดังกล่าว เสนอประเด็นต่อมาว่า ต้องควบคุมปริมาณงานให้เหมาะสมกับจำนวนบุคลากร ปัจจุบันปริมาณงานคดีมีมากเกินกว่าที่จะสอบสวนได้ทุกคดี กรณีนี้ได้มีเกณฑ์การวิเคราะห์และกำหนดตำแหน่งในสถานีตำรวจภูธรว่า พนักงานสอบสวน 1 คนจะรับผิดชอบสำนวนคดีได้ 70 คดีต่อปี ส่วนสถานีตำรวจนครบาลมีภาระสำนวนมากกว่าสถานีตำรวจภูธร และข้อเท็จจริงทั้งภูธรและนครบาลมีคดีที่ไม่เข้าสารบบแต่ต้องรับแจ้งไว้ มากกว่าคดีที่เข้าสารบบกว่าเท่าตัว อีกทั้งเดิมทีการสอบสวนไม่ได้ยุ่งยากซับซ้อนเช่นปัจจุบัน อัยการยังไม่ได้เข้าร่วมสอบสวน ไม่ต้องมีทนายความ ไม่ต้องใช้ สหวิชาชีพร่วมฟัง และพนักงานสอบสวนมีอำนาจควบคุมผู้ต้องหาได้ 7 วัน ต่างกับปัจจุบันควบคุมได้เพียง 48 ชั่วโมง การสอบสวนจึงเร่งรัดเร่งรีบอย่างมาก จึงต้องแก้ไขปัญหาเรื่องปริมาณงานของพนักงานสอบสวน ทั้งนี้ หลักการสอบสวนคดีอาญาสากล นานาอารยประเทศ เช่น ฝรั่งเศส อังกฤษ ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา ได้บัญญัติในกฎหมายว่า พนักงานสอบสวนจะไม่สอบสวนทุกคดีที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะคดีในชั้นต้นที่ไม่รู้ตัวผู้กระทำผิด หรือไม่ปรากฏพยานหลักฐานพอ แต่กระบวนการของฝ่ายสืบสวน ในการหาข้อเท็จจริงและหลักฐานจะต้องดำเนินไป จนเมื่อมีพยานหลักฐานที่จะพิสูจน์ความผิดได้ ก็จะทำสำนวนส่งให้พนักงานสอบสวนเพื่อทำความเห็นส่งอัยการพิจารณาฟ้องศาลต่อไป สำหรับระบบของไทย พนักงานสอบสวนไทยมีภาระในการสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานทุกคดี ประกอบกับมีกฎหมายบัญญัติความผิดคดีอาญาเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ หากยังต้องดำเนินไปเช่นนี้ เป็นการพ้นวิสัยที่จะทำให้สำนวนการสอบสวนสมบูรณ์ พนักงานสอบสวนจึงควรทุ่มเทกับคดีที่มีพยานหลักฐานเพียงพอในเบื้องต้น นั่นคือพนักงานสอบสวนย่อมใช้ดุลพินิจไม่สอบสวนในคดีซึ่งปราศจากพยานหลักฐานในเบื้องต้น ให้หน้าที่ส่วนนี้ตกกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน จึงจำเป็นต้องแก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาในส่วนนี้

ข้อเสนอของสมาคมพนักงานสอบสวน ยังระบุถึงการบริหารงานบุคคลในส่วนงานสอบสวน ความที่เป็นงานวิชาชีพเฉพาะ มีการสั่งสมประสบการณ์ ทำให้เกิดความชำนาญเชี่ยวชาญ ลักษณะงานต้องอาศัยความรู้แบบสหวิทยาการ จึงต้องสร้างแรงจูงใจเพื่อให้บุคลากรอยู่ในสายงานด้วยการสร้างเส้นทางความก้าวหน้าที่เป็นรูปธรรม ที่ผ่านมาเคยมีหลักประกันด้วยการประเมินเพื่อพิจารณาเลื่อนตำแหน่งในระบบเพียงสายงานเดียว แต่ระบบนี้ถูกยกเลิกไปตามคำสั่งคสช. ส่งผลให้พนักงานสอบสวนระดับผู้ทรงคุณวุฒิหายไปจากระบบทันที 800 ตำแหน่ง กำลังพลจึงยิ่งขาดแคลน จึงเห็นควรต้องแยกงานสอบสวนออกจากสายงานอื่น เพื่อให้เกิดความเจริญเติบโตในสายงาน ความรู้และประสบการณ์ที่เพิ่มขึ้นถือเป็นการสร้างความเป็นมืออาชีพ แต่ก็จะสิ้นสุดลงเมื่อเกษียณอายุ 60 ปี ทำให้เสียบุคลากรที่มีคุณค่าไปอย่างน่าเสียดาย จึงเห็นว่าสามารถต่อยอดไปเป็นพนักงานสอบสวนเอกชนได้ น่าจะเป็นแนวทางหนึ่งช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนพนักงานสอบสวน โดยให้มีกฎหมายออกมารองรับ กำหนดอำนาจหน้าที่ของพนักงานสอบสวนอาชีพ (เอกชน) ให้สอดคล้องกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (หน้า 1,6)


หน้า



Copyright © by Matichon Public Co.,Ltd. All Rights Reserved.